4 สิ่งที่ถูกยกเลิกไป จะไม่ได้เห็นในงานพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ ๙
4 สิ่งที่ถูกยกเลิกไป
จะไม่ได้เห็นในงานพระบรมศพ
ในหลวงรัชกาลที่ ๙
4 สิ่งที่ถูกยกเลิกไป จะไม่ได้เห็นในงานพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ ๙
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 อันนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงของปวงชนชาวไทย พระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนั้น รับเอาแบบอย่างมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย หมายถึงการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรืออาจจะยิ่งกว่า มหากษัตริย์หลายพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงยกเลิกหลายธรรมเนียมในการพระราชพิธีพระบรมศพไป ด้วยเหตุว่าธรรมเนียมนั้นหมดความจำเป็นหรือถูกมองว่า “ล้าสมัย” นั่นเอง และ 4 สิ่งที่หายไปจากงานพระบรมศพยุคใหม่ มีดังต่อไปนี้ ..
♥1. โกนหัวไว้ทุกข์
เป็นธรรมเนียมตั้งแต่ในยุคสมัยอยุธยา เชื่อกันว่าสืบทอดมาจากธรรมเนียมประเพณีของอินเดียอีกที ที่ประชาชนจะโกนศีรษะไว้ทุกข์เมื่อญาติผู้ใหญ่หรือมูลนายของตนเสียชีวิต เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องโกนผมไว้ทุกข์ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการให้เป็นอื่น อาทิเช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) ทรงประกาศให้ราษฎรไม่ต้องโกนศีรษะ เพื่อไว้ทุกข์ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชาของ ร.4)
แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงมีพระราชปรารภว่า ควรให้ราษฎรเลิกโกนศีรษะเพื่อไว้ทุกข์ เนื่องจากเป็นการยากลำบากเกินไป ในการพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) จึงทรงให้ยกเลิกการโกนศีรษะไว้ทุกข์ ธรรมเนียมนี้จึงสูญหายไปโดยปริยายนับแต่นั้นเป็นต้นมา
♥2. นุ่งขาว นุ่งน้ำเงิน
ธรรมเนียมการแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยสีดำ เป็นสิ่งที่ไทยรับมาจากตะวันตก เดิมสีไว้ทุกข์ของไทยไม่ใช่สีดำเพียงสีเดียว แต่มีรายละเอียดสลับซับซ้อนมาก สีจะบ่งบอกถึงสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียชีวิตและผู้แต่งกาย ได้แก่
• สีดำ สำหรับผู้ที่แก่กว่าหรือมีศักดิ์สูงกว่าผู้ตาย
• สีขาว สำหรับผู้ที่อ่อนกว่าหรือมีศักดิ์ต่ำกว่าผู้ตาย
• สีม่วงแก่หรือสีน้ำเงิน สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้ตาย
♥3. นางร้องไห้
นางร้องไห้ เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ที่ยึดถือปฏิบัติมานานตั้งแต่สมัยโบราณ พบได้แทบทุกวัฒนธรรมทั่วโลก อาทิ ประเทศจีน อินเดีย มอญ กรีก โรมัน ออสเตรเลีย และไทย ราชสำนักไทยมีธรรมเนียมนางร้องไห้เฉพาะในงานพระบรมศพของราชวงศ์ชั้นสูง สำหรับพระมหากษัตริย์ จะมีท้าวนาง เจ้าจอม หรือนางข้าหลวงที่เสียงดีและหน้าตาสวยงาม ได้รับคัดเลือกให้เป็นนางร้องไห้กล่อมพระเมรุ
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ในรัชกาลที่ 5 เป็นนางร้องไห้ชุดสุดท้ายในรัตนโกสินทร์ … คุณจอมบรรยายไว้ว่า ได้เป็น 1 ใน 4 ต้นเสียงนางร้องไห้ในงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลูกคู่อีก 80-100 คน การร้องจะร้องเป็นเพลง มีเนื้อ 5 บท ในเวลาประโคมย่ำยาม คือ ย่ำรุ่ง เที่ยง ย่ำค่ำ ยาม สองยาม สามยาม มีเนื้อร้องดังนี้
แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบันทึกไว้ในหนังสือประวัติต้นรัชกาลที่ 6 เกี่ยวกับนางร้องไห้ว่า “ให้รู้สึกรกหูเสียจริงๆ และร้องซ้ำไปซ้ำมา ไม่เป็นการร้องไห้จริงๆ กับทั้งยังส่งเสียงรบกวนเวลาที่พระกำลังถวายพระธรรมเทศนา” รวมไปถึงทรงไม่พอพระทัยความประพฤติของผู้ที่ไปฟังและตัวของนางร้องไห้เอง ที่แสดงกิริยาขาดความเคารพในกาลเทศะ เหมือนไปสโมสรกันมากกว่าจะสำรวมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 6 ได้ทรงบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อ “ถึงงานศพฉันขออย่าให้มีนางร้องไห้เลย” เมื่อสวรรคต ธรรมเนียมนางร้องไห้จึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
♥4. การถวายรูด-ถวายพระเพลิงพระบุพโพกลางแจ้ง
การจัดการพระบรมศพให้สมพระเกียรติสมัยก่อนเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะวิทยาการการแพทย์และการเผาศพยังไม่ทันสมัย การออกพระเมรุจะกระทำได้เฉพาะในหน้าแล้ง หากสวรรคตในหน้าฝน จะต้องเก็บพระบรมศพไว้นาน ในเมื่อสมัยก่อนไม่มีน้ำยารักษาสภาพศพ การจัดการพระบรมศพให้สมพระเกียรติจึงมีขั้นตอนซับซ้อน ต้องมีการสุมเครื่องหอมดับกลิ่นพระบุพโพ (น้ำเหลืองน้ำหนอง) ตลอดงาน และต้องเจาะช่องบรรจุถ้ำเก็บพระบุพโพใต้ฐานพระโกศที่ประดิษฐานพระบรมศพ และมีมหาดเล็กคอยเทพระบุพโพตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาถวายพระเพลิง ก็ต้องเคี่ยวพระบุพโพในกะทะใบบัว แยกกับการถวายพระเพลิงบนพระเมรุ เป็นที่เล่าขานกันว่ากลิ่นการถวายพระเพลิงพระบุพโพนั้น เหม็นอย่างร้ายกาจ
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิกการถวายพระเพลิงพระบุพโพกลางแจ้งด้วยวิธีการเคี่ยว เนื่องจากดูไม่มีอารยะ โดยเปลี่ยนเป็นการนำพระบุพโพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบรรจุในลองเหล็กกล้า ประดิษฐานใต้พระพุทธชินราชจำลองในวัดเบญจมบพิธแทน หลังจากนั้นก็ไม่มีการถวายพระเพลิงพระบุพโพกลางแจ้งอีก แต่ใช้วิธีเผาในเตาเผาแบบสมัยใหม่
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
อย่าลืม กด ติดตาม กด Subscribe ด้วยนะจ๊ะ
0 ความคิดเห็น